Skip links
ภาพประกอบบทความ ต้นทุนจากการที่องค์กรไม่เปลี่ยน

องค์กรของคุณกำลังเสียต้นทุนจากการ “ยังไม่เปลี่ยน” มากแค่ไหน?

ภาพประกอบบทความ ต้นทุนจากการที่องค์กรไม่เปลี่ยน

การชะลอ AI Transformation อาจไม่ได้ทำให้องค์กรมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทันที แต่ต้นทุนกำลังสะสมอยู่ในเวลาที่สูญเสีย กระบวนการที่ซ้ำซ้อน การตัดสินใจที่ล่าช้า และโอกาสทางธุรกิจที่หายไป 

เมื่อองค์กรพิจารณาการลงทุนในเทคโนโลยีหรือ AI คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีต้นทุนเท่าไร” ทั้งงบประมาณ เวลา และทรัพยากรที่ต้องใช้ อย่างไรก็ตาม การประเมินความคุ้มค่าของ AI Transformation ไม่ควรพิจารณาเฉพาะต้นทุนของการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเปรียบเทียบกับต้นทุนที่องค์กรจะต้องรับ หากยังคงใช้กระบวนการและระบบเดิมต่อไปด้วย

เพราะในขณะที่องค์กรชะลอการนำ AI มาเชื่อมต่อกับข้อมูล ระบบ และกระบวนการทำงาน ต้นทุนจากงานที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจยังคงเพิ่มขึ้นตามปริมาณงาน ขนาดองค์กร และความคาดหวังของลูกค้า

Cost of Inaction คืออะไร? และเกี่ยวข้องกับ AI Transformation อย่างไร?

Cost of Inaction คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการคงกระบวนการ วิธีการทำงาน หรือระบบเดิมไว้ แม้ว่ากระบวนการเหล่านั้นจะเริ่มมีข้อจำกัดด้านเวลา ต้นทุน หรือประสิทธิภาพ

ตัวอย่างที่พบได้ในองค์กร ได้แก่ การใช้บุคลากรกับงานซ้ำจำนวนมาก การรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองจากหลายระบบ การรอข้อมูลจากหลายฝ่ายก่อนตัดสินใจ หรือการให้บริการที่ยังต้องส่งต่อระหว่างหลายขั้นตอน AI Transformation จึงเข้ามามีบทบาทในฐานะการปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินงานขององค์กร โดยนำ AI และข้อมูลไปเชื่อมกับ Workflow จริง เพื่อช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ต้นทุนจากการไม่เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในรูปแบบใดบ้าง?

ต้นทุนด้านเวลาและทรัพยากร
กระบวนการที่ต้องดำเนินการด้วยตนเองหรือมีขั้นตอนซ้ำซ้อนอาจใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในแต่ละครั้ง แต่เมื่อเกิดขึ้นหลายร้อยหรือหลายพันครั้ง ต้นทุนที่สะสมจากเวลาของบุคลากรย่อมเพิ่มขึ้นตามปริมาณงาน

ต้นทุนจากการตัดสินใจที่ล่าช้า
องค์กรอาจมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการตัดสินใจ แต่หากข้อมูลกระจายอยู่ในหลายระบบและต้องใช้เวลารวบรวมหรือวิเคราะห์ ความล่าช้าที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อการตอบสนองต่อสถานการณ์ ลูกค้า หรือความเสี่ยงทางธุรกิจ

ต้นทุนด้านประสบการณ์ของลูกค้า
ระบบหรือกระบวนการที่ไม่เชื่อมต่อกันอาจทำให้ลูกค้าต้องให้ข้อมูลซ้ำ ใช้เวลารอมากขึ้น หรือได้รับประสบการณ์ที่ไม่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน องค์กรก็ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นในการจัดการคำขอเดียวกัน

ต้นทุนจากโอกาสที่สูญเสียไป
ข้อมูลที่ไม่ได้ถูกนำมาเชื่อมโยงหรือวิเคราะห์อย่างเหมาะสม อาจทำให้องค์กรมองไม่เห็นแนวโน้ม ความเสี่ยง หรือโอกาสสำคัญได้ทันเวลา ต้นทุนประเภทนี้อาจวัดเป็นตัวเลขได้ยาก แต่สามารถส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

Business Problem แบบใดควรได้รับการแก้ไขก่อน?

ไม่ใช่ทุก Business Problem จำเป็นต้องแก้ไขด้วย AI และองค์กรไม่จำเป็นต้องดำเนินการทุก Use Case พร้อมกัน การเริ่มต้นที่เหมาะสมควรมาจากปัญหาที่มีผลกระทบต่อธุรกิจชัดเจน มีข้อมูลรองรับ และสามารถกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการได้ 

องค์กรสามารถประเมิน Business Problem เบื้องต้นจาก 4 ปัจจัย ได้แก่

  • Frequency: ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยเพียงใด
  • Resource: ต้องใช้เวลา บุคลากร หรือต้นทุนในการจัดการมากเพียงใด
  • Business Impact: ส่งผลต่อรายได้ ต้นทุน ลูกค้า หรือประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างไร
  • Scalability: หากปริมาณงานหรือองค์กรเติบโตขึ้น ปัญหานี้จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยหรือไม่

Business Problem ที่ควรได้รับการพิจารณาในลำดับต้น มักเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย ใช้ทรัพยากรสูง และมีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลหรือเอกสารจำนวนมาก งานวิเคราะห์ที่เกิดซ้ำ การค้นหาความรู้ภายในองค์กร หรือการให้บริการลูกค้าในปริมาณสูง 

อย่างไรก็ตาม ก่อนเลือก AI Solution องค์กรต้องประเมินเพิ่มเติมว่า AI เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับปัญหานั้นจริงหรือไม่ รวมถึงพิจารณาคุณภาพของข้อมูล ความซับซ้อนในการเชื่อมต่อระบบ ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับ

Leave a comment