Skip links

ฟังเสียงคนไทยกับประเด็นหมูแพงผ่าน Social Listening

ต้อนรับปีใหม่ด้วยราคาหมูที่แพงขึ้นจนน่าตกใจ สาเหตุเกิดมาจากโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (ASF) ที่ระบาดในหมูจน ซึ่งเกษตรกรไทยทยอยปิดกิจการ หรือลดจำนวนการเลี้ยงลง ต่อเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้เนื้อหมูขาดตลาด ไม่พอกับความต้องการของผู้บริโภคจนทำให้ราคาหมูยิ่งแพงขึ้นไปอีก แถมยังมีคาดการณ์ว่าจะเป็นแบบนี้ไปจนถึงกลางปี หรือไม่อาจถึงสิ้นปีเลยก็ได้

Real Smart ใช้ Social Listening Tools เพื่อดูความคิดเห็น มุมมอง และความรู้สึกต่าง ๆ ของคนไทยโซเชียลมีเดียว่าเป็นอย่างไร อีกทั้งสนใจในประเด็นไหนบ้าง เราจะมาเจาะลึกลงไปทีละเรื่องกัน ตั้งแต่ Timeline ว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่จนไปถึง #Hashtag ยอดฮิต ว่าแล้วเรามาเริ่มกันเลย

จากภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่ากราฟค่อย ๆ ขยับตัวในช่วงแรก และเริ่มดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และค่อย ๆ ไต่ลงตั้งแต่ช่วงกลาง Timeline ซึ่งในช่วงแรกที่กราฟเริ่มมีการขยับตัวคือวันที่ 8 มกราคม 2565 มี Twitter ส่วนตัวออกมา tweet ถึงข้อความความในใจข้อพ่อค้าแม่ค้าที่ขายหมูที่ออกมาอธิบายว่าทำไมพวกเขาถึงต้องขายในราคาที่สูงขึ้น และก็ขายได้น้อยลงไปอีก ต่อมาในวันที่ 9 มกราคม 2565 กราฟเริ่มขยับตัวสูงขึ้นอีกหลังจากที่ Facebok page : PPTV 36 โพสต์รายงานข่าวเกี่ยวกับร้านอาหารที่มีเมนูที่ใช้หมูขอเพิ่มราคาเมนูนั้น ๆ ขึ้นอีก จนทำให้บางร้านไม่อาจแบกรับราคาวัตถุดิบไหวจนต้องลดการสั่งวัตถุดิบลงไป

ในวันที่ 10 มกราคม 2565 กราฟดีดตัวพุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็วจากประเด็นหมูแพง และได้ Facebook page : The Standard โพสต์เรื่องหมูแพงแก้ไม่ถูกจุด เมื่อนักวิชาการส่งหนังสือยืนยันเรื่องพบโรคอหิวาท์แอฟริการะบาดในหมู แต่กรมปศุสัตว์บอกไม่เคยเห็นหนังสือที่รายงานมาก่อน และในวันที่ 11 มกราคม 2565 กราฟพุ่งขึ้นสูงสุดเมื่อ Twitter ส่วนตัวออกมา Tweet ถึงการที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขออกมาบอกว่า ATK ราคาไม่แพงเพียง 35-40 บาท ซึ่งมันสวนทางกับราคาที่ขายจริงที่ประชาชนพบเจอ อีกทั้งในส่วนของ ครม. ได้เคาะงบประมาณอัดงบกว่า 574 ล้านบาทเพื่อแก้ปญหาหมูแพงในประเทศ และหลายสำนักข่าวได้พูดถึงผลกระทบของหมูแพงที่ส่งผลให้เนื้อสัตว์ หรือวัตถุดิบอื่น ๆ แพงขึ้น

ต่อมากราฟไต่ระดับลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่วันที่ 12 – 14 มกราคม 2565 ซึ่งในวันที่ 12 มกราคม 2565 ทาง Facebook page : PPTV 36 โพสต์รายงานข่าวเกี่ยวกับพบซากหมูจำนวนมากที่ถูกยัดทิ้งไว้ในโอ่งในฟาร์มหมูที่ จ.นครปฐม ที่หมูในฟาร์มติดโรค ASF และไม่กล้ารายงานไปยังกรมปศุสัตว์ เพราะกลัวโดนสั่งปิดฟาร์ม ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2565 ทาง Facebook page : SentangSedtee โพสต์ถึงราคาเนื้อจระเข้ที่มีราคาถูกเพียงกิโลกรัมละ 70 บาท เป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคในยุคที่หมูแพง

วันที่ 14 มกราคม 2565 ได้มี Twitter ส่วนตัว Tweet ที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เคยพูดผ่านสำนักข่าว The Reporters เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลนี้ สุดท้ายกราฟก็ลดลงต่ำอีกเรื่อย ๆ

ต่อมาเรามาดูความรู้สึก (Sentiment) โดยรวมของคนไทยในโลกออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นราคาหมูแพง

ในภาพรวมความรู้สึกเชิงบวกนั้นมีน้อยมาก และส่วนใหญ่ไปในเชิงลบเกือบทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อปัญหาด้านราคา การบริหารจัดการที่ไม่ดี รวมถึงปัญหาและอื่น ๆ อีกมากมาย ต่อไปเราจะเจาะลึกลงไปในแต่ละกลุ่มความรู้สึกเพื่อดูความคิดเห็นกันว่าเป็นอย่างไรบ้าง

Positive Sentiment (ความเห็นเชิงบวก) 3% ออกมาให้กำลังใจรัฐบาล เชื่อว่าแก้ไขได้แน่นอน

Neutral Sentiment (ความเห็นเชิงทั่วไป) 20% บอกว่าคนไม่ทานเนื้อหมู หันไปทานเนื้อไก่และปลาแทน เนื่องจากหมูเป็นโรคระบาดทำให้ขาดแคลน ไม่พอต่อความต้องการบริโภคของผู้คน และมองว่ามีการสต๊อกเนื้อหมูไว้เยอะ ๆ แต่ปล่อยออกมาขายทีละน้อย ๆ จึงอยากให้มีมาตรการสั่งกำชับ คุมเข้ม ตรึงราคา และห้ามกักตุนเนื้อหมู

Negative Sentiment (ความเห็นเชิงลบ) 67% มองว่ารัฐบาลไม่สามารถในการแก้ไขปัญหานี้ได้ ราคาหมูแพงขึ้น แต่ค่าครองชีพเท่าเดิม ประชาชนเดือดร้อนพ่อค้าแม่ค้าขายเนื้อหมูไม่ได้ หรือได้น้อยมาก ๆ และไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาอีก

ต่อมาเจาะลึกประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจกันเยอะเกี่ยวกับประเด็นหมูแพง

“การกักตุนหมู”
จากข้อมูลที่ได้มาคนส่วนใหญ่แสดงความเห็นเชิงลบกว่า 77% มองว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่ทำงาน ปล่อยให้เหตุการณ์นี้ขึ้นได้ยังไง ของแพงไปหมด ของกินของใช้ราคาขึ้นทุกอย่างรวมถึงมีการกักตุนหมูให้เจ้าสัวรายใหญ่อีก ทำให้พ่อค้าแม่ค้าไม่มีเนื้อหมูมาขาย อีก 23% รู้สึกเห็นใจเจ้าของฟาร์มหมู รวมถึงมองว่าถ้าหมูแพงให้หันไปทานอย่างอื่นแทน สุดท้ายไม่พบความเห็นเชิงบวกในประเด็นนี้

“ราคาเนื้อหมู”ข้อมูลที่ได้จาก Social listening นั้นจะเห็นได้ว่ามีถึง 70% ที่มองว่าราคาเนื้อหมูสูงขึ้น ทำให้คนไม่ซื้อ ยิ่งทำให้พ่อค้าแม่ค้าขาดทุน ส่วนอีก 20% บอกว่าหมูติดโรคระบาด ส่งขายเนื้อหมูขายได้น้อยทำให้ราคาหมูแพงขึ้น และอีก 10% ที่รอการแก้ไขปัญหาราคาเนื้อหมูที่แพง

Top 3 on Facebook Engagement

เพจ Facebook 2 อันดับแรกนั้นเป็นสำนักข่าวชื่อดังของไทยอย่าง ไทยรัฐนิวส์โชว์ และ PPTV HD 36 ที่รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ รวมถึงประเด็นที่คนไทยสนใจจึงทำให้ได้รับ engagement สูง และอับดับที่ 3 เพจของ ธนวัฒน์ วงค์ไซย ที่มีฐานผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้าน ทำให้ได้รับความสนใจที่สูงด้วยเช่นกัน

Top 3 on YouTube Engagement

ในส่วนของอันดับที่ 1 อย่างสำนักข่าวมติชน ย่อมได้รับความสนใจแน่นอนจากการที่มีการพูดคุยถึงเรื่องหมูแพงโดยนักวิเคราะห์ ส่วนอันดับที่ 2 สร้างเซอร์ไพรส์เลยก็ว่าได้อย่าง YouTube Channel : LokWanNee โลกวันนี้ ที่ดำเนินรายการโดยพระพยอม ที่ออกมาพูเถึงประเด็นหมูแพงในวิดีโอดังกล่าว ส่วนอันดับที่ 3 อย่าง เจาะข่าวตื้น สายตำหนิรัฐบาลในประเด็นต่าง ๆ เป็นเรื่องปกติ อีกทั้งที่มีผู้ติดตามสูงทำให้ได้รับยอด engagement ที่สูงเช่นกัน

Top #Hashtag ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับประเด็นหมูแพงมีอยู่มากมาย แต่ที่เห็นได้ชัดเจนจะเป็น #หมูแพง #แพงทั้งแผ่นดิน #โรคระบาดในหมู และอื่น ๆ หากใครสนใจสามารถไปตามดูใน Hashtag เกิดขึ้นได้เช่นกัน

ยังไงก็คงต้องติดตามสถานการณ์นี้กันต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคา สถานการณ์อะไรที่จะมีแนวโน้มไปในทางบวกหรือการรับมือของรัฐบาล แล้ว Real Smart จะมาใช้ Data เล่าให้ฟังอีก

หากใครสนใจเทรนด์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อย่าลืมกดติดตามเพจกันไว้นะ เพราะข้อมูลดี ๆ ต้องที่ Real Smart เท่านั้น

We use cookies to ensure that we give you the best experience on our website You can study the details at Privacy Policy However, you may visit Cookie Settings to provide a controlled consent.

Privacy Preferences

You can choose cookie settings by on/off. Cookies of each type are available on request, except for essential cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary Cookies
    Always Active

    Necessary cookies are absolutely essential for the website to function properly. These cookies ensure basic functionalities and security features of the website, anonymously.

  • Others

    We collect user usage data through the Google Analytics system and Facebook pixel to collect information about the use of the website.

Save